|
เขียนโดย abacus
|
|
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2010 เวลา 00:00 น. |
|
"ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่ คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ" ศีรษะนี้ มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน |
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน 2010 เวลา 04:13 น. |
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 02:43 น. |
|

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ในปัจจุบันมีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ปลอดภัยให้เลือกใช้ในท้องตลาดอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้น ถ้าเรามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะทำให้เราสามารถ เลือกใช้สารให้ความหวานเหล่านี้ได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดที่ให้พลังงาน ได้แก่ ฟรุกโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลจากผลไม้ มอลทิทอล ซอร์บิทอล และไซลิทอล สารให้ความหวานกลุ่มนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงานหรือให้พลังงานต่ำ ได้แก่ ซูคราโลส สตีเวีย ซึ่งเป็นสารสกัดจากหญ้าหวาน แอสปาแตม อะซิซัลเฟม-เค แซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกร สารให้ความหวานกลุ่มนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยโรคเบาหวาน
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 02:45 น. |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 02:33 น. |
|

เมื่ออายุมากขึ้น บุคลิกภาพของคนมักจะเปลี่ยนตามไปด้วย อย่างเช่น รูปร่างเตี้ยลง หลังค่อม บางคนก็มีอาการขาโก่งงอ ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ กระดูกหักง่ายกว่าปกติ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดขึ้น เนื่องมาจากความหนาแน่นของกระดูกน้อยลงนั่นเอง ซึ่งตามปกติของร่างกายจะสร้างมวลกระดูกใหม่ และขจัดมวลกระดูกที่หมดอายุออกไป โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่วัย 35 ปีขึ้นไป อัตราการสลายกระดูกจะเร็วกว่าอัตราการสร้างกระดูก ทำให้ปริมาณมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลายส่งผลให้ระดู กชั้นในมีขนาดใหญ่ขึ้น มีลักษณะเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ หรือที่เรียกกันว่าอยู่ในสภาวะ “กระดูกพรุน” ซึ่งผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 02:27 น. |
|

"เบิร์ต ชาวิตซ์" อดีตช่างภาพจากนิวยอร์ก ได้ค้นพบสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของขี้ผึ้งบริสุทธิ์ ที่สามารถช่วยให้ผิวพรรณมีความเนียนนุ่ม คงความสดใส และลดความหยาบกร้านลงได้...
สรรพคุณอันหลากหลายของน้ำผึ้ง ที่ไม่เพียงแต่เป็นยาอายุวัฒนะ แต่เศษขี้ผึ้งที่เหลือจากน้ำผึ้ง ยังสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมาย ซึ่ง "เบิร์ต ชาวิตซ์" อดีตช่างภาพจากนิวยอร์ก ได้ค้นพบสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของขี้ผึ้งบริสุทธิ์ ที่สามารถช่วยให้ผิวพรรณมีความเนียนนุ่ม คงความสดใส และลดความหยาบกร้านลงได้ จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวภายใต้ชื่อ "เบิร์ตส์ บีส์" ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาตลอดระยะ เวลา 25 ปี
ในยุคแรกที่ได้ค้นพบสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของขี้ผึ้งบริสุทธิ์ ที่สามารถช่วยให้ผิวพรรณสดใส เนียนนุ่ม "เบิร์ต ชาวิตซ์" จึงได้คิดค้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขึ้น โดยเริ่มจาก สบู่ ครีมทามือเข้มข้น ที่ช่วยรักษามือจากอาการแตกและหยาบกร้าน รวมถึงลิปบาล์ม จากนั้นได้พัฒนาเป็นสินค้าดูแลผิวพรรณจากธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทกว่า 150 ชนิด สำหรับการดูแลทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่การเลือกใช้ส่วนผสมที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้จาก ธรรมชาติ อาทิ ขี้ผึ้ง น้ำมันสกัดหอมระเหยบริสุทธิ์ น้ำมันสกัดจากพฤกษชาติ สมุนไพร ดอกไม้ และแร่ธาตุที่มาจากส่วนผสมทรงประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการยอมรับในเรื่องคุณสมบัติและความปลอดภัยมาเป็นเวลายาวนาน
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ "เบิร์ตส์ บีส์" ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากไปแล้ว โดยมีวางจำหน่ายมากกว่า 30,000 ร้านค้าในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ ออสเตรเลีย เกาหลี ฯลฯ และอีกไม่นานเกินรอคนไทยที่รักการมีสุขภาพผิวที่ดี ก็จะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ "เบิร์ตส์ บีส์" ด้วยเช่นกัน และไม่ได้มาเฉพาะสินค้าคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความพิเศษสุดคือ ไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะนำเสนอการตกแต่งร้านตามคอนเซปต์ใหม่ ของ "เบิร์ตส์ บีส์" ในสไตล์ Country Cottage ที่มีกลิ่นอายบรรยากาศของเมืองชนบทอันแสนอบอุ่น คล้ายกับแหล่งกำเนิดของแบรนด์นี้...แฟนๆ "เบิร์ตส์ บีส์" สามารถลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ก่อนใครได้ที่ www. facebook.com/BurtsBeesTH. |
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 02:24 น. |
|

เทรนด์ ไมโคร รวบรวมการคุกคามความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ในช่วงวันหยุดยาว ฟิชชิง อีคอมเมิร์ซ ใบส่งสินค้าแนบไวรัส นำโด่ง...
นาย เจค โซเรียโน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารด้านเทคนิค ศูนย์วิจัยข้อมูลเทรนด์แล็บส์ บริษัทเทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า อาชญากรไซเบอร์จะใช้เทคนิคกลลวงทางสังคมที่แตกต่างกันเพื่อหลอกล่อเหยื่อ เช่น การคลิกลิงค์ที่เป็นสแปม การดาวน์โหลดไฟล์ หรือการกรอกแบบฟอร์มโดยใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เป็นความลับ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเงินแก่อาชญากร ไซเบอร์ ที่พยายามจะหาผลประโยชน์ช่วงเทศกาลวันหยุด เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อค้นหาร้านค้า เลือกซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 18:09 น. |
|

ปัจจุบันวิถีการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ความเร่งรีบของการดำเนินชีวิต วัฒนธรรมของต่างชาติที่เข้ามาในบ้านเรา ทำให้การเลือกรับประทานอาหารของเราเปลี่ยนไป สังเกตได้ว่า อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล ไขมันเป็นส่วนประกอบมากขึ้น แต่ขาดอาหารที่ให้วิตามิน เกลือแร่ อาหารที่มีเส้นใย ทำให้ความสมดุลของการเผาผลาญอาหารผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ที่มาจากการรับประทานอาหารไม่ได้สัดส่วนตามมา เช่น โรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา
ดังนั้นเราควรเลือกรับประทานอาหารที่ได้สัดส่วนในแต่ละมื้อ เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วน และสำหรับผู้ที่อ้วนแล้ว ก็ต้องควบคุมอาหาร (การควบคุมอาหารที่ดีคือ การควบคุมปริมาณของอาหารที่รับประทาน แต่ไม่ใช่การลดคุณภาพของอาหาร) โดยมีหลักง่ายๆ คือ
1. อาหารกลุ่มข้าวและแป้ง ต้องรับประทานให้พอดี ไม่ควรงดรับประทานเลย เพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สำหรับข้าวและแป้งที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แนะนำให้เลือกที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช (ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกเดือย) เพราะจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช้าๆ
2. อาหารที่กลุ่มโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ แนะนำเลือกที่ไม่ติดหนัง ติดมัน ต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น แฮม ไส้กรอก กุนเชียง เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงและมีไขมันซ่อนอยู่มาก
3. นม แนะนำให้เลือกรสจืดไขมันต่ำ หากเป็นโยเกิร์ตแนะนำรสธรรมชาติ หากต้องการมีรสชาติแนะนำให้เติมผลไม้สด
4. อาหารกลุ่มไขมัน ไขมันยังมีความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อใช้ในการละลายวิตามินที่ใช้ไขมันละลาย แนะนำให้เลือกไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ยกเว้น น้ำมันปาล์ม กะทิจากมะพร้าว และการปรุงประกอบอาหารแนะนำให้ใช้วิธีอบ ต้ม นึ่ง ตุ๋น ย่าง ผัด แทนการทอดด้วยน้ำมันมากๆ
5. อาหารให้เส้นใยสูง ได้จากผักและผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ) เป็นส่วนใหญ่ เพราะเส้นใยโดยเฉพาะชนิดที่ละลายน้ำ เช่น เพคตินในแอปเปิ้ล สตอเบอร์รี่ ข้าวโอ๊ต จะมีเมือกมาก เมือกจะทำหน้าที่เกาะโคเลสเตอรอลแล้วขับออกจากร่างกาย สำหรับเส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ เป็นยาระบายตามธรรมชาติ ป้องกันท้องผูกได้
6. ชา กาแฟ ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ต้องไม่เติมน้ำตาลหรือครีมเทียม
7. เลือกรับประทานอาหารที่มีพลังงานต่ำ เช่น ผลไม้ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
8. การวางแผนการรับประทานอาหาร หากต้องไปงานเลี้ยง โดยในวันนั้นก่อนไปงานเลี้ยงต้องเลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ เส้นใยสูงไว้ก่อน เพราะงานเลี้ยงเราไม่สามารถทราบได้ว่ามีอาหารใด้บ้าง
9. มีการดัดแปลงอาหาร ให้เป็นอาหารพลังงานต่ำ เช่น น้ำสลัด พบว่าน้ำสลัดมีน้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบ หากมีการดัดแปลงจากน้ำสลัดมาเป็นน้ำยำ ก็จะทำให้ได้อาหารที่ไขมันต่ำ
10. การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง
ดังนั้นการให้ความสำคัญในการเลือกรับประทานอาหาร และมีความตั้งใจในการควบคุมน้ำหนัก ก็จะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เพิ่มความมั่นใจในบุคลิกภาพของตัวเอง
ข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com |
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 18:06 น. |
|

ช่วงที่อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลง มีการเปลี่ยนแปลงของความชื้นในบรรยากาศ ความชื้นในอากาศที่ลดลง ทำให้อากาศรอบๆ ตัวเราแห้ง น้ำในผิวหนังจะระเหยผ่านผิวหนังออกมาสู่บรรยากาศมากกว่าปกติ ทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย เกิดการอักเสบระคายเคืองและมีอาการคันง่าย ริมฝีปากแห้งเป็นร่อง เป็นขุย เจ็บ หนังศีรษะลอก แห้ง และในช่วงอากาศหนาวสามารถกระตุ้นให้โรคผิวหนังบางชนิดมีอาการกำเริบมากขึ้น ได้ด้วย เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic Dermatitis) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นต้น
พ.ญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล อายุรแพทย์โรคผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวเตือนถึงการดูแลผิวในช่วงฤดูหนาวว่ามีความสำคัญมาก ควรดูแลผิวหนังให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น ควรทาโลชั่นให้ชุ่มชื้นหลักจากการอาบน้ำทุกครั้ง เนื่องจากหลังอาบน้ำใหม่ๆ น้ำยังระเหยไปไม่หมด โลชั่นจะอุ้มน้ำได้ดี
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ในผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีผิวแห้งควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม สี และสารกันเสีย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งน้อยควรใช้โลชั่น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งปานกลางถึงแห่งมากควรใช้ครีมชุ่มชื้น หรือขี้ผึ้ง การเลือกใช้สบู่ควรเลือกใช้สบู่ที่มีความระคายเคืองต่อผิวน้อย เลือกใช้สบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป การอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ไขมันบนผิวหนังลดน้อยลง ในคนที่ผิวแห้งมากไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้ง โดยอาจอาบน้ำเปล่า และเลือกฟอกสบู่ตามซอกต่างๆ ที่มีความอับชื้น เช่น คอ ขาหนีบ และรักแร้ ก็สามารถช่วยลดอาการแห้งของผิวได้
ในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น แต่แสงแดดในฤดูหนาวมีความแรงมาก การทาครีมกันแดดมีความสำคัญมากเนื่องจาก ในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งจะไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และควรทาครีมกันแดดก่อนออกโดนแดดอย่างน้อย 30 นาที หลีกเลี่ยงการโดนแดดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. การทาครีมกันแดดควรทาให้เพียงพอ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มีความคงตัวสูง ไม่ว่าจะโดนน้ำ หรือเหงื่อ ไม่เหนียว สำหรับคนที่อยู่ในอาคาร ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 15 แต่ถ้าต้องออกไปโดนแดดจัด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 30
SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพที่ทำให้ผิวหนังทนต่ออาการแดงจากแสงแดดได้ มากขึ้น โดยคิดเป็นจำนวนเท่า ค่า SPF บ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันแสงแดดจากรังสี UVB เท่านั้น ส่วนค่า PA (Protection factor for UVA) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA
ในผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิว ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะและยาลดไขมัน จะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้นได้ ควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงมีความสำคัญมาก แต่ถ้ายังมีผิวแห้งมาก คันมาก มีผื่นขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ผิวหนัง นอกจากนี้ควรออกกำลังการอย่างสม่ำ เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รับประทานผัก ผลไม้มากๆ ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และน้ำอัดลม
ข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 18:08 น. |
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2009 เวลา 16:08 น. |
|

สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เผยผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์เดือนพ.ย.52 พบปัญหาสายตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แขน ข้อมือ แผ่นหลัง ต้นคอ หัวไหล่ และท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด...
คนทำงานรุ่นใหม่มักเจอปัญหาสุขภาพ จากการใช้คอมพิวเตอร์ถาโถมเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัว ปวดตา ปวดเมื่อยเนื้อตัวทราบหรือไม่ว่าผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำงาน เล่นเกม หรืออินเตอร์เน็ตนั้น สามารถจัดกลุ่มเรียกว่าเป็น "โรคฮิตจากคอมพิวเตอร์" ได้ โดยจดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เดือนพฤศจิกายน รวบรวมไว้ดังต่อไปนี้
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:11 น. |
|
มะเร็งตับ (liver cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชายและอันดับ 2 ในเพศหญิง และเป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน คนที่มีไวรัสตับอักเสบมาก่อน เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นมาระยะหนึ่งจะเป็นตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งได้ คนที่ดื่มสุรา การกินอาหารที่มีอัลฟาท๊อกซินบ่อยๆ วิธีการที่จะติด อาจจะเกิดจากการคลอด การได้รับเลือด การร่วมเพศ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการจัดการกับสารอาหารที่ดูดซึมเข้าจากลำไส้ สร้างสารต่างๆ เช่น สารประกอบที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน การแข็งตัวของเลือด และทำลายสารพิษที่รับประทานเข้าไป
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:15 น. |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:10 น. |
|
ภูพงศ์ สืบวงศ์ลี
รู้ วิธี "กินอย่างไรไม่ให้อ้วน" เพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่เป็นช่วงแห่งการเฉลิมฉลอง และวิธีการลดความอ้วนโดยไม่ต้องใช้วิธีการอดอาหารอีกต่อไป ...
ใกล้ เทศกาลการเฉลิมฉลองที่ส่งผ่านความสุขกันด้วยอาหารรสเลิศ จน "ความอ้วน" อาจถามหาในช่วงนี้ได้ เพื่อให้หลายคนได้สุขอย่างเต็มที่ในเทศกาลแห่งความสุขนี้ ภูพงศ์ สืบวงศ์ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัทบอดี้เชพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เผยถึงเคล็ดลับ "กินอย่างไรไม่ให้อ้วน" โดยบอกว่า สาเหตุหลักๆที่ทำให้อ้วน คือการบริโภคมาก แต่ใช้พลังงานน้อย การรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูง เช่น ขนม, น้ำอัดลม รวมถึงอาหารประเภททอด, แกงกะทิที่มีไขมันสูง ในขณะที่วิถีชีวิตปัจจุบันที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้การใช้พลังงานต่อวันน้อยลง จึงเกิดการสะสมไขมันในร่างกายมาก
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:15 น. |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:05 น. |
|

โรคหืด หรือหอบหืด (asthma) หมายถึงโรคที่มีการตีบแคบของหลอดลมเป็นพักๆ ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวเกินต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุ และเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น อาการดังกล่าวอาจทุเลาลงได้เอง หรือทุเลาภายหลังได้รับการรักษา
โรค หืดพบได้ร้อยละ 5-10 ของประชากร ในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วพบว่าเด็กเป็นโรคหืดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการรุนแรงเฉียบพลันมักต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุก เฉินของโรงพยาบาลอยู่เสมอๆ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดเท่ากับ 0.86 ต่อผู้ป่วย 100,000 คน ผู้ป่วยเด็กโรคหืด อัตราส่วนเด็กชายต่อเด็กหญิง เท่ากับ 2 :1 ผู้ป่วยสองในสามของทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดก่อนอายุ 18 ปี ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มมากขึ้น เพราะในเมืองมีมลภาวะเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการกำเริบมี 2-3 อย่าง คือ เมื่อเป็นหวัดทำให้เกิดอาการหอบมากขึ้น หรือมีการสำลักน้ำ ก็จะเกิดการกระตุ้นให้ไอไม่หยุดบานปลายรุนแรงได้
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 15:16 น. |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:18 น. |
|

การดื่มน้ำดูจะเป็นวิธีง่ายที่สุดในการดับกระหาย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายและสาวงามบางรายบอกว่าช่วยให้ผิวสวยอีกต่างหาก แต่จะทราบกันหรือไม่ว่าการดื่มน้ำนั้นก็ต้องรู้จักวิธีการดื่มที่ถูกต้อง เหมือนกัน
ตามแนวทาง ธรรมชาติบำบัด แบบ "หมอแดง" (วีระชัย วาสิกดิลก) ที่อาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีดื่มน้ำและอาหารนิดหน่อย แนะนำว่าคนเราควรดื่มน้ำให้พอเพียงกับน้ำหนักตัว โดยมีวิธีคำนวณคือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร 2 แล้วคูณ 2.2 คูณ 30 ผลลัพธ์ที่ได้เท่ากับจำนวนน้ำเป“นซีซี (1,000 ซีซี เท่ากับ 1 ลิตร 1 ลิตร เท่ากับ 5 แก้ว)
เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา ก่อนแปรงฟัน ควรดื่มน้ำเปล่าไม่เย็น 2-5 แก้ว เพื่อเป็นการชำระของเสียในร่างกาย หลังจากนั้นให้ใช้การจิบบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน
หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์ จากนม ของทอด ของมัน ช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยวที่เป“นถุง กาแฟ (ถ้าจำเป“นควรทานหลังอาหาร) หลีกเลี่ยงบุหรี่ สุรา เบียร์ 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร ทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ทั้งสามช่วงนี้ดื่มน้ำรวมไม่ควรเกิน 1 แก้ว และหลัง จากทานอาหาร 40 นาทีจึงจะดื่มน้ำได้ตามปกติเพื่อให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเข้มข้นพอที่จะทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากเรื่องแนะนำการดื่มน้ำให้ถูกวิธี แล้ว หมอแดงยังบอกว่า หลังทำงานควรแบ่งเวลาสำหรับออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมงไม่ควรทานอาหารหนักๆ.
- โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
- 28 พฤศจิกายน 2552, 07:00 น.
|
|
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:14 น. |
|

ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีทำใจดี สู้ความกลัวเข็มฉีดยา เพราะเกรงว่าจะตกเป็นเหยื่อของโรคไข้หวัดหมูกันใหญ่ หากไม่ยอมไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันกัน...
นักจิตวิทยา ดร.คริสเตียน แชมเบอร์ แห่งศูนย์วิจัยความเจ็บปวดและสุขภาพเด็กแคนาดา ได้บอกวิธีให้ว่า พยายามอย่าไปคิดถึงมันมาก พกเครื่องเล่นเพลง เอ็มพี 3 ไปเปิดฟัง ขณะเข้าคิวยืนรอ หรือไม่ก็ดึงเอาเพื่อนไปด้วย
"อีกวิธี หนึ่งก็คือ การฝึกการหายใจ เพราะถ้าหากทำไปทำเกร็ง ก็จะยิ่งเจ็บใหญ่ ถ้ารู้เทคนิคการฝึกหายใจลึกๆ แบบง่ายๆ แบบเดียวกับที่ทำในการฝึกโยคะ จะช่วยลดความเจ็บลงได้มาก" |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 12:20 น. |
|
เขียนโดย abacus
|
|
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:46 น. |
|

สงกรานต์ปีนี้ได้หยุดพักยาวเหมือนเดิมอาจจะยาวมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่พอวันแรกที่ตองเริ่มทำงานร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันเพราะตื่นสายแบบไม่ต้อง มีนาฬิกามาปลุก จะทำยังไงให้ชีวิตกลับมาทำงานได้คล่องเหมือนเดิม คงต้องตั้งสติให้ดีไม่ยากหรอกที่จะกลับมาสนุกกับงานอีกครั้ง
?ร่าเริงตั้งแต่เช้า แทนที่จะมาทำงาน ชงกาแฟ นั่งโต๊ะเซ็งๆอย่างที่เคยทำมาตลอด นักวิจัยจากศูนย์ MITA ที่ศึกษาเรื่องสมองในนิวยอร์ก เค้นพบว่าการทำกิจกรรมเหมือนเดิมทุกเช้าเป็นการส่งสัญญาณไปบอกสมองให้ชาชิน จนแทบจะหลับตาทำได้ ลองหาอะไรใหม่ๆเช่น หาเพลงจังหวะโยกๆมาฟัง เก็บเพลงชิลล์ไว้ก่อน เพราะเวลานี้ต้องสดชื่นเท่านั้น
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2009 เวลา 15:51 น. |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
|
|
|