|
เปิดปฐมฤกษ์ ทดสอบความด่วนพิเศษ15พ.ค. ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เปิดใช้บริการได้จริงหลังฝ่าฟันมรสุมมานานสำหรับ “รถเมล์ด่วนพิเศษ” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “รถบีอาร์ที” ซึ่งเป็นรถเมล์วิ่งช่องทางพิเศษ ชิดเกาะกลาง โดยไม่ต้องติดไฟแดง จอดเพียงแค่ที่สถานีเท่านั้นไม่มีการจอดป้ายแล้วป้ายเล่าให้ผู้โดยสารรถเมล์ อย่างเรา ๆ ได้หัวเสียกันอีก แม้จะเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2548 ในสมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ด้วยงบประมาณ 1,400 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างจริงเมื่อปี พ.ศ. 2550 และเริ่มดำเนินการซื้อรถมาวิ่งในช่วงต้นปี 2551 แต่ก็มาสะดุด เนื่องจากถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการประกวดราคาจัดซื้อรถ เนื่องจากเชื่อว่ามีการฮั้วประมูลการจัดซื้อ จนทำให้โครงการยืดเยื้อจากการตรวจสอบมาจนถึงวันนี้ก็ยัง ไม่สิ้นสุด แต่ต่อมาคณะผู้บริหารชุดของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เข้ามารับช่วงต่อ ก็สั่งเดินหน้าโครงการ เพราะไม่มีหน่วยงานตรวจสอบใดพิสูจน์ว่ามีการทำผิดตามข้อร้องเรียน กทม.จึงเดินหน้าจัดซื้อรถได้ตามแผน จำนวน 25 คัน เพื่อใช้เดินรถในสายแรกนี้ โดยรถบีอาร์ทีจะเป็นรถตามมาตรฐาน ยูโร 3 ให้แก๊สธรรมชาติเอ็นจีวี มีขนาดความกว้าง 2.52 เมตร ยาว 12 เมตร และสูง 3.44 เมตร ซึ่งสูงกว่ารถเมล์ปรับอากาศทั่วไป 60 ซม. จุผู้โดยสารได้ทั้งหมดไม่เกิน 80 คน โดยมีที่นั่งผู้โดยสาร 20 ที่นั่ง ที่นั่งผู้พิการ 1 ที่นั่ง มีที่ล็อกเก้าอี้ล้อเลื่อน สามารถนำรถจอดที่ชานชาลาได้อย่างสะดวกสบาย และสำหรับความพิเศษที่ทำให้รถบีอาร์ทีแตกต่างจากรถเมล์ทั่วไปคือ มีระบบระบุพิกัดตำแหน่งตัวรถ และการส่งคลื่นวิทยุไปยังศูนย์ควบคุมที่เกี่ยวข้อง ระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในรถ มีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดภายในรถ พร้อมเครื่องบันทึกภาพ ในระบบดิจิทัล ได้กว่า 72 ชั่วโมง กล้องโทรทัศน์วงจรปิดภายนอกรถด้านหลัง เพื่อช่วยในการถอยรถ พร้อมจอภาพสำหรับพนักงานขับรถ มีป้ายอิเล็กทรอนิกส์บอกจุดหมายปลายทางด้านหน้ารถ ปุ่มกดเพื่อแจ้งขอ หยุดรถแบบฉุกเฉิน และระบบนำร่องเข้าจอดที่ชานชาลาสถานี บังคับตัวรถเข้าชิดชานชาลาโดยอัตโนมัติ ระบบการเดินรถ ใช้ระบบขนส่งอัจฉริยะ หรือไอทีเอสนั้น จะควบคุมการเดินรถบีอาร์ทีให้ได้รับไฟเขียวทันทีที่เดินรถผ่านแยก รวมทั้งมีการติดตั้งระบบที่บริเวณสถานีและศูนย์ควบคุมการเดินรถ ซึ่งสามารถบอกได้ว่ารถบีอาร์ทีคันต่อไปจะมาถึงในอีกกี่นาที ให้เตรียมตัวไว้รอได้เลย กำหนดเวลาให้บริการตั้งแต่ 05.30-24.00 น. ความถี่ในการเดินรถชั่วโมงเร่งด่วน 3-5 นาทีต่อคัน นอกชั่วโมงเร่งด่วน 5-7 นาทีต่อคัน ตลอดสายใช้เวลา 25-35 นาที สายแรกที่เปิดให้บริการคือ ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ มีระยะทาง 15.9 กิโลเมตร เริ่มต้นที่แยกสาทรตัดกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งสถานีจะเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี วิ่งเลียบคลองช่องนนทรี ไปตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านแยกถนนจันทน์ตัดใหม่ เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 3 ผ่านถนนเจริญราษฎร์ ข้ามสะพานพระราม 3 ข้ามแยกถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ผ่านเดอะมอลล์ท่าพระ เลี้ยวขวาที่ ถนนรัชดาภิเษกตัดถนนราชพฤกษ์ สิ้นสุดเส้นทางที่ถนนราชพฤกษ์บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสตากสิน ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโครงการสถานี รถไฟฟ้ารัชดาภิเษก มีสถานีรับส่งผู้โดยสาร จำนวน 12 สถานี ดังนี้ 1.สถานีสาทร 2.สถานีอาคารสงเคราะห์ 3.สถานีเย็นอากาศ 4.สถานีถนนจันทน์ 5.สถานีพระราม 3 6.สถานีวัดด่าน 7.สถานีวัดปริวาส 8.สถานีวัดดอกไม้ 9.สถานีสะพานพระราม 9 10.สถานีเจริญราษฎร์ 11.สถานีสะพานพระราม 3 และ 12.สถานีราชพฤกษ์ ซึ่งเส้นทางการเดินรถจะเริ่มจากถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านถนนพระรามที่ 3 และถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ จากการทดลองวิ่งทดสอบ ระบบการเดินรถไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. พบว่าการเดินรถไปตามเส้นทาง เริ่มต้นจากสถานีราชพฤกษ์ไปสถานีสาทรคล่องตัวดี แต่เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ยังต้องติดไฟแดงที่ทางแยก ส่วนภาพโดยรวมไม่มีปัญหา ทั้งจุดที่วิ่งผ่านสะพานข้ามแยก และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และจากการทดลองนั่งบริการ เหมือนกับรถปรับอากาศ ขสมก. เพียงแต่วิ่งได้เร็วกว่า ทั้งนี้ในวันที่ 15 พ.ค. จะเปิดให้บริการประชาชนทดลองนั่งโดยไม่เก็บค่าโดยสาร เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นวันที่ 1 ก.ย. 2553 จะเก็บค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย และกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ม.ค. 2554 โดยคิดค่าโดยสารตามระยะทางเริ่มต้น 12-20 บาท มารอดูกันว่า บีอาร์ทีจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้มาก น้อยแค่ไหน ใครสนใจทดลองด้วยตัวเองก็เชิญได้เลย.
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=354&contentID=64825
วันจันทร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2553 เวลา 7:35 น
|